บุหงาตานี
posted on 24 Jul 2009 22:50 by plynoi in Read-Listen
บุหงาตานีเป็นภาคต่อของบุหงาปารี นิยายอิงประวัติศาสตร์+ปลอมพงศาวดาร+กำลังภายใน+แฟนตาซี ดั่งที่ผมบ่นว่าหลายๆ ตัวละครในบุหงาปารีอยู่ๆ ก็หายไปแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ภาคนี้มากับครบถ้วน ^^
ภาคนี้เล่าถึงยุครุ่งเรื่องของรัฐปตานีในสมัยการปกครองของรายาบิรู แต่มันเป็นความรุ่งเรืองข้างใต้คลื่นทะเลอันบ้าคลั่งเท่านั้น เพราะสงครามภายในกับเจ้าชายไร้บัลลัีงค์อย่างราไวยังไม่จบ รัฐข้างเคียงก็จ้องจะยึดตาเป็นมันเพราะถ้ายึดได้ จะยึดได้ทั้งอาวุธและตลาดการค้าย่านนี้ทั้งหมด รวมไปถึงอณาจักรที่ทรงอำนาจอย่างอยุธยาที่พร้อมจะขย้ำปตานีมากที่สุด ไหนจะสายลับจากเมืองปาเล็มปังที่เหลือรอดไปได้ ที่ต้องการจะกินรวบทั้งปตานีและอยุธยา
ภาคนี้ตัวเรื่องสเกลใหญ่ขึ้นครับ จากเล่าความรุ่งเรืองของรัฐ 1 รัฐกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในสมัยโบราณแทน ภาคนี้ยังเล่าถึงการขึ้นสู่อำนาจของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขุนนางคนแรกที่ปราบดาภิเษกขึ้นมาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง การเปลี่ยนแปลงของบรรดา "ประเทศราช" ต่ออยุธยายามเปลี่ยมแผ่นดินใหม่ และการรับมือทางการเมืองของปตานี
ภาคนี้เดินเรื่องเร็วขึ้นเยอะครับ ประเด็นวิชาต่างๆ น้อยลง เหลือแต่ประเด็น "ว่างเปล่า" ของวิชาดูหลำ เรื่องรักใคร่ๆ สายลับหักเหลี่ยมก็ลดลงไปจากภาคที่แล้ว (แต่ยังหักได้เฉียบเช่นเดิม) แต่เน้นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ ต่อต่างสงคราม และความขัดแย้งในตัวบุคคล ระหว่างเชื้อชาติ หน้าที่ สิ่งที่หัวใจอยากกระทำ เกียรติยศ กิเลส ไปแทน ซึ่งการรวมกันระหว่างเนื้อเรื่องสเกลใหญ่ๆ กับเรื่องราวในตัวบุคคลนี่ทำออกมาดีครับ ไม่สะดุดติดขัดแต่อย่างใดเลย ตัวละครเก่าๆ อย่างยามาดะ นากามาสะ ที่โด่ดเด่นมากในภาคนี้ (แสดงให้เห็นว่าเพื่ออำนาจ คนเราทิ้งอะไรเพื่อกลายไปเป็นอะไรได้บ้าง) ส่วนตัวตัวละครใหม่ๆ นั้นตัว "โอม" ลูกของยามาดะ นั้นโดดเด่นมากที่สุด ทั้งประเด็นความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ+ความคิด+หน้าที่ที่พึงกระทำ (กูเป็นญี่ปุ่นหรือเป็นอยุธยา, กูเป็นซามูไรหรือเพียงนักฆ่า, เป็นขุนนางที่ต้องดูแลประชาชนหรือเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดาน, ฯลฯ) เป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดและเป็นเงาสะท้อนของตัวหักมุมภาคที่แล้วมากๆ
ข้อเสียคือภาคนี้เดินเรื่องเร็วไปหน่อย ไปไวฉับๆ ทิ้งเรื่องอื่นๆ ไม่เห็นฝุ่น แต่ข้อดีอื่นๆ ทั้งการภาพของการแสวงหาอำนาจ, ต่อต่างสงคราม, การหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งต่างๆ ประวัติศาสตร์ในอีกมุมมองที่ตำราไม่ได้สอน ยังคงเนียนเช่นเดิม วิชาดูหลำนั้นภาคนี้เทพกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ฉากบู๊ก็สนุกขึ้นเยอะ
ภาคนี้ถ้าใครชอบภาคแรกทั้งจากหนังหรือนิยาย แนะนำให้อ่านครับ มันทำเป็นหนังหรือละครไม่ได้แน่เพราะอยุธยาดูเป็น "ผู้ร้าย" มาก ส่วนรัฐปตานีนั้นเป็นพระเอกอย่างเห็นได้ชัด อ่านแล้วอยากกลับไปอ่านประวัติศาสตร์อยุธยาให้หลากหลายแง่มุมเลย
อ้อ อ่านแล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างอะไรก็ตามที่เกิดจากความไม่จริงใจมันช่างเปราะบาง แตกหักง่ายยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือคนก็ตาม
ภาคนี้เล่าถึงยุครุ่งเรื่องของรัฐปตานีในสมัยการปกครองของรายาบิรู แต่มันเป็นความรุ่งเรืองข้างใต้คลื่นทะเลอันบ้าคลั่งเท่านั้น เพราะสงครามภายในกับเจ้าชายไร้บัลลัีงค์อย่างราไวยังไม่จบ รัฐข้างเคียงก็จ้องจะยึดตาเป็นมันเพราะถ้ายึดได้ จะยึดได้ทั้งอาวุธและตลาดการค้าย่านนี้ทั้งหมด รวมไปถึงอณาจักรที่ทรงอำนาจอย่างอยุธยาที่พร้อมจะขย้ำปตานีมากที่สุด ไหนจะสายลับจากเมืองปาเล็มปังที่เหลือรอดไปได้ ที่ต้องการจะกินรวบทั้งปตานีและอยุธยา
ภาคนี้ตัวเรื่องสเกลใหญ่ขึ้นครับ จากเล่าความรุ่งเรืองของรัฐ 1 รัฐกลายเป็นความสัมพันธ์ระหว่างรัฐในสมัยโบราณแทน ภาคนี้ยังเล่าถึงการขึ้นสู่อำนาจของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขุนนางคนแรกที่ปราบดาภิเษกขึ้นมาเป็นปฐมกษัตริย์แห่งราชวงศ์ปราสาททอง การเปลี่ยนแปลงของบรรดา "ประเทศราช" ต่ออยุธยายามเปลี่ยมแผ่นดินใหม่ และการรับมือทางการเมืองของปตานี
ภาคนี้เดินเรื่องเร็วขึ้นเยอะครับ ประเด็นวิชาต่างๆ น้อยลง เหลือแต่ประเด็น "ว่างเปล่า" ของวิชาดูหลำ เรื่องรักใคร่ๆ สายลับหักเหลี่ยมก็ลดลงไปจากภาคที่แล้ว (แต่ยังหักได้เฉียบเช่นเดิม) แต่เน้นประเด็นการเมืองระหว่างประเทศ ต่อต่างสงคราม และความขัดแย้งในตัวบุคคล ระหว่างเชื้อชาติ หน้าที่ สิ่งที่หัวใจอยากกระทำ เกียรติยศ กิเลส ไปแทน ซึ่งการรวมกันระหว่างเนื้อเรื่องสเกลใหญ่ๆ กับเรื่องราวในตัวบุคคลนี่ทำออกมาดีครับ ไม่สะดุดติดขัดแต่อย่างใดเลย ตัวละครเก่าๆ อย่างยามาดะ นากามาสะ ที่โด่ดเด่นมากในภาคนี้ (แสดงให้เห็นว่าเพื่ออำนาจ คนเราทิ้งอะไรเพื่อกลายไปเป็นอะไรได้บ้าง) ส่วนตัวตัวละครใหม่ๆ นั้นตัว "โอม" ลูกของยามาดะ นั้นโดดเด่นมากที่สุด ทั้งประเด็นความขัดแย้งระหว่างเชื้อชาติ+ความคิด+หน้าที่ที่พึงกระทำ (กูเป็นญี่ปุ่นหรือเป็นอยุธยา, กูเป็นซามูไรหรือเพียงนักฆ่า, เป็นขุนนางที่ต้องดูแลประชาชนหรือเป็นหมากตัวหนึ่งบนกระดาน, ฯลฯ) เป็นตัวละครที่น่าสงสารที่สุดและเป็นเงาสะท้อนของตัวหักมุมภาคที่แล้วมากๆ
ข้อเสียคือภาคนี้เดินเรื่องเร็วไปหน่อย ไปไวฉับๆ ทิ้งเรื่องอื่นๆ ไม่เห็นฝุ่น แต่ข้อดีอื่นๆ ทั้งการภาพของการแสวงหาอำนาจ, ต่อต่างสงคราม, การหาผลประโยชน์จากความขัดแย้งต่างๆ ประวัติศาสตร์ในอีกมุมมองที่ตำราไม่ได้สอน ยังคงเนียนเช่นเดิม วิชาดูหลำนั้นภาคนี้เทพกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ฉากบู๊ก็สนุกขึ้นเยอะ
ภาคนี้ถ้าใครชอบภาคแรกทั้งจากหนังหรือนิยาย แนะนำให้อ่านครับ มันทำเป็นหนังหรือละครไม่ได้แน่เพราะอยุธยาดูเป็น "ผู้ร้าย" มาก ส่วนรัฐปตานีนั้นเป็นพระเอกอย่างเห็นได้ชัด อ่านแล้วอยากกลับไปอ่านประวัติศาสตร์อยุธยาให้หลากหลายแง่มุมเลย
อ้อ อ่านแล้วรู้สึกว่าความสัมพันธ์ระหว่างอะไรก็ตามที่เกิดจากความไม่จริงใจมันช่างเปราะบาง แตกหักง่ายยิ่งนัก ไม่ว่าจะเป็นรัฐหรือคนก็ตาม
Tags: book, plynoi, บุหงาตานี5 Comments







#1 By BiGBeN on 2009-07-24 23:33