หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมพนักงานขององค์กรปัจจุบันถึงไม่ค่อยมีความภักดีต่อองค์กรเท่าไหร่นักทั้งๆ ที่บริษัทต่างให้โอกาสผลตอบแทนเป็นรางวัลและโบนัสพอสมควร แต่ท้ายที่สุดเมื่อพวกเขาทำงานผ่านไปสักระยะกลับ
เลือกลาออกมากกว่าที่จะอยู่เติบโตต่อไปกับองค์กรยิ่งเฉพาะกับพนักงานที่มีอายุงานประมาณ2-3 ปีขึ้นไป

ซึ่งเรื่องนี้จริงๆ แล้วอาจไม่ใช่เรื่องใหม่เท่าไหร่นักเพราะสภาพที่เห็นและเป็นอยู่ต่างทำให้ทุกคนรับรู้อยู่ตลอด
เวลาว่าพนักงานที่มีอายุงานประมาณ2-3 ปีขึ้นไปแต่ไม่เกิน5ปีเมื่อเขาและเธอทำงานผ่านไปสักระยะและเห็นว่า
เงินเดือนที่ได้รับโอกาสในการเติบโตไม่ได้เป็นไปตามที่เขาและเธอต้องการ เขาและเธอเหล่านั้นก็พร้อมที่จะหางานใหม่ทันที
เพราะเขาเห็นเงินและโอกาสมากกว่าความภักดีในองค์กร

ประเด็นปัญหาตรงนี้เมื่อคราวสถาบันศศินทร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจัดงานสัมมนาสุดยอดกลยุทธ์บริหารคนปี 2549 เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาจึงมีการพูดถึงปัญหานี้เช่นกัน โดย
"อารีเพ็ชรัตน์ " กรรมการผู้จัดการบริษัท Aree & Associates
จำกัดกล่าวถึงเหตุของพนักงานรุ่นใหม่ที่ ทำไมถึงไม่ค่อยมีความภักดีต่อองค์กรว่า...

"ดิฉันมองอย่างนี้คือเมื่อก่อนคนที่จะทำงานมีอยู่ 2 กลุ่มกลุ่มหนึ่งเรียกว่าไวต์คอลลาร์คือคนที่ทำงานอยู่ในสำนักงานกับอีกกลุ่มหนึ่งคือ
บลูคอลลาร์คือพวกที่ทำงานด้านโปรดักชั่นหรืออะไรก็ตามแต่เดี๋ยวนี้มีกลุ่มใหม่เกิดขึ้นด้วยคือพวก โกลด์คอลลาร์คนกลุ่มนี้มีความคิดสร้างสรรค์กล้าคิดกล้าแสดงออกพร้อมที่จะทุ่มเททำงานหนักแต่ไม่ค่อยจะอดทน "

"คนกลุ่มโกลด์คอลลาร์พร้อมที่จะลาออกบ่อยๆ หากไม่ชอบใจแต่ขณะเดียวกันเขาก็เป็นเด็กฉลาดมีไอคิวดีแต่ติดปัญหาคืออีคิวที่สำคัญคนกลุ่มนี้มีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงแต่เป็นคนมองอะไรเป็นระยะสั้นเพราะฉะนั้นหากเขาไม่พอ
ใจเงินเดือนและเห็นว่าโอกาสที่จะเติบโตไม่มีเขาก็พร้อมที่จะลาออกไม่สนใจด้วยซ้ำว่าองค์กรนั้นจะมั่นคงหรือไม่ "

ประเด็นปัญหาตรงนี้จึงค่อนข้างสอดรับกับความคิดของ "อภิวุฒิพิมลแสงสุริยา " ที่ปรึกษาด้านพัฒนาบุคลากรและองค์กรให้กับบริษัทชั้นนำทั้งยังเป็นวิทยากรพิเศษให้กับบริษัทที่ปรึกษาและพัฒนาบุคลากรชั้นนำให้กับ
หลายบริษัทเขาได้มองเรื่องนี้อย่างเห็นภาพต่อเนื่องว่า...

"ต้องยอมรับว่ากระแสHRมาแรงมากๆ ในยุคนี้สมัยนี้ทุกๆ องค์กรต่างสรรหากลยุทธ์ในการเลือกและรักษาทุนมนุษย์ขององค์กรแต่ก็เป็นที่น่าแปลกใจว่าทุกๆ องค์กรต่างสูญเสียพนักงานระดับหัวกะทิกันอยู่เนืองๆ
อันนี้ไม่จำกัดเฉพาะ แวดวงเอกชนเท่านั้นปัจจุบันยังลุกลามไปถึงภาครัฐบาลหรือแม้แต่รัฐวิสาหกิจก็ผสมโรงกับเขาด้วยเหมือนกันเดี๋ยวนี้คนเปลี่ยนงานกันเป็นว่าเล่นลองไปดูซิเด็กๆ ที่มีประสบการณ์ทำงานสัก10
ปีมีกี่คนที่ทำงานที่เดียวอย่างน้อยสองสามที่ขึ้นไป "

"หลังๆ จึงมีคำถามว่าความภักดีต่อองค์กรหรือที่เรียกกันทับศัพท์ว่าloyalty
ยังมีอยู่จริงหรือเพราะผมได้ยินเสียงบ่นเรื่องเด็กรุ่นใหม่เปลี่ยนงานบ่อยอยู่เสมอๆ จากผู้บริหารเกือบจะทุกองค์กรล่าสุดได้อ่านงานวิจัยของบริษัทที่ปรึกษาทางด้านการบริหารบุคคลยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง
ในประเทศไทยจึงพบว่าเด็กจบใหม่ทุกวันนี้มากกว่าครึ่งมีความตั้งใจว่าจะทำงานที่แรกไม่เกิน 2 ปียิ่งเป็นข้อมูลที่ confirm สิ่งที่เชื่อและได้ยินได้เป็นอย่างดี "

ซึ่งประเด็นตรงนี้ "อารี" เคยพูดไว้บนเวทีสัมมนาอย่างเห็นภาพที่สอดรับเช่นกันว่า...ในเรื่องของการเปลี่ยนงานพนักงานกลุ่มไวต์คอลลาร์และบลูคอลลาร์อาจจะไม่ค่อยเปลี่ยนงานมากนักแต่สำหรับกลุ่มโกลด์คอลลาร์จะ
ตะ เกียกตะกายหางานตลอดและพร้อมที่จะรับฟังและเปิดโอกาสให้ตัวเองตลอด "ที่สำคัญในการทำงานสำหรับกลุ่มไวต์คอลลาร์หรือบลูคอลลาร์เขามองว่าเป้าหมายขององค์กรเป็นเรื่องสำคัญ
มากขณะที่คนกลุ่มโกลด์คอลลาร์เขาจะมองเรื่องตัวเองก่อนหรือมองเรื่องชีวิตส่วนตัวหรือการทำงานก่อนและถ้าเป็นไปได้ทั้งสองอย่างเขาก็จะอยู่ "

"แต่ถ้าไม่ครบทั้งสองอย่างเขาก็พร้อมที่จะไปส่วนเรื่องความทุ่มเทในการทำงานเขาค่อนข้างขยันขันแข็งมอบหมายงานให้ไปทำค่อนข้างจะประสบความสำเร็จส่วนเรื่องอุดมคติในการทำงานเขามองแค่ทำวันนี้ให้ดีที่สุดแต่พรุ่ง
นี้ไม่รู้จะเป็นอย่างไรเช่นเดียวกันหากพรุ่งนี้ไม่มีอะไรมากระทบเขาก็พร้อมที่จะทำงานให้ออกมาดีที่สุด (strikethrough: แต่ถ้ามีอะไรมากระทบก็อีกเรื่องหนึ่ง) "
ฉะนั้นจึงไม่แปลกที่ "อภิวุฒิ "จึงมองไปที่แรงผลักดันของคนในองค์กรนั่นหมายความว่าถ้าแรงผลักดันในองค์กรมีสูงพนักงานเหล่านั้นก็พร้อมที่จะเปลี่ยนงานทันทีแต่ถ้าไม่ทุกอย่างก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะทำให้เขาต้องออกจากงาน

"ผมเชื่อว่าทุกๆ วันในทุกๆ องค์กรมีปัจจัยบางอย่างที่ผลักคนบางคนในองค์กรเสมอๆ และทุกๆ วันนอกองค์กรต่างมีแรงดึงที่พยายามดึงคนบางคนในองค์กรเสมอๆ เช่นกันถ้าแรงผลักนั้นมากพอถึงแม้ไม่ต้องมีแรงดึงคนคนนั้นก็จะจาก
องค์กรไปในทางกลับกันถ้าแรงดึงจากข้างนอกแรงมากๆ เช่นได้เงินเดือนเพิ่มขึ้น2-3 เท่าถึงแม้จะไม่มีแรงผลักจากภายในองค์กรคนคนนั้นก็มีแนวโน้มสูงที่จะจากไปเช่นกันอย่างไรก็ตามถ้าทั้งแรงผลักและแรงดึงยังไม่มากพอการ เปลี่ยนแปลงยังคงไม่เกิดขึ้น "

"แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นอยู่ที่ว่าถ้าเผอิญปัจจัยดึงจากภายนอกองค์กรเข้ามาในจังหวะพอเหมาะพอดีกับปัจจัยผลักที่เกิดขึ้นจากภายในองค์กรเช่นเพิ่งจะโดนหัวหน้างานตำหนิมาอย่างแรงเผอิญมีเพื่อนหรือเจ้านายเก่าโทร.มาชวน
ไปทำงานด้วยแบบนี้มีโอกาสไปมากกว่าอยู่ทั้งๆ ที่ถ้าเพียงแต่ถูกเจ้านายตำหนิแต่ไม่มีแรงดึงจากหัวหน้าเก่า
เขาอาจจะยังอยู่หรือถ้าเจ้านายเก่าโทร.มาชวนไปทำงานด้วยแต่ว่า
ยังสนุกกับงานที่ทำอยู่คือยังไม่มีปัจจัยผลักเขาก็คงยังไม่ไป "

"องค์กรไม่สามารถจัดการกับปัจจัยดึงจากภายนอกได้หลายๆ องค์กรไม่เข้าใจเรื่องนี้จึงพยายามหาทางที่จะป้องกันปัจจัยดึงเช่นห้ามพนักงานเข้าwebsite บางwebsite โดยเฉพาะwebsite
จัดหางานหรือบางบริษัทอาจใช้วิธีดึงหน้าclassify (หน้าโฆษณาจัดหางาน)ออกจากหนังสือพิมพ์ที่วางอยู่ในบริษัทด้วยหวังว่าจะลดปัจจัยดึงจากภายนอกผมบอกได้เลยว่าไม่ได้ผล "

"อภิวุฒิ"จึงค่อนข้างเชื่อว่า...สิ่งที่องค์กรควรทำคือหันกลับมาดูและให้ความสนใจกับปัจจัยผลักจากภายในองค์กรมากกว่าเพราะเป็นสิ่งที่องค์กรสามารถควบคุมได้
"ปกติปัจจัยภายในที่มีผลต่อการทำงานของพนักงานประกอบดัวย 3 ปัจจัยใหญ่ๆ คือองค์กรลักษณะงานและหัวหน้างาน
ท่านทราบไหมครับว่าปัจจัยที่มีผลทำให้พนักงานลาออกมากที่สุดไม่ใช่ปัจจัยที่เกี่ยวกับองค์กรหรือลักษณะงาน
แต่กลับเป็นตัวหัวหน้างานต่างหากจนมีผู้รู้สรุปว่า
People join organization but leave their boss ซึ่งแปลเป็นไทยว่าคนเลือกที่จะทำงานเพราะองค์กรแต่เลือกที่จะไปจากองค์กรเพราะหัวหน้างาน "

"ดังนั้นข้อแนะนำสองสามอย่างสำหรับวันนี้คือองค์กรต้องให้ความรู้กับหัวหน้างานและเน้นย้ำให้เขาเข้าใจว่าพวกเขานั่นแหละที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลตัวจริงเพราะเขามีหน้าที่และทำหน้าที่ในการบริหาร
คนแทนบริษัทไม่ใช่เอะอะอะไรก็ส่งพนักงานไปคุยกับฝ่ายบุคคล "

"นอกจากนั้นควรสัมภาษณ์พนักงานที่มาขอลาออก(exit Interview)เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงที่ทำให้เขาตัดสินใจลาออกหลายๆ องค์กรพบว่าการสัมภาษณ์พนักงานที่มาขอลาออกโดยบุคคลภายนอกได้ผลมากกว่าการให้หัวหน้างานหรือฝ่ายบุคคลสัมภาษณ์
ไม่ใช่เพราะบุคคลภายนอกเก่งกว่าแต่เป็นเพราะการให้บุคคลภายนอกสัมภาษณ์จะมีโอกาสได้ข้อมูลที่ลึกและตรงกว่า "
เหตุนี้เองจึงทำให้ "อภิวุฒิ " สรุปภาพว่า...การที่พนักงานคนหนึ่งๆ จะมีความภักดีต่อองค์กรคงขึ้นอยู่กับแรงผลักและแรงดึงถ้าแรงผลักไม่มากแรงดึงไม่เยอะคนยังไม่ออกยกเว้นมาพร้อมกันพอดีฉะนั้นองค์กรต้องหาให้ได้ว่านอก
จากแรงดึงที่มาจากนอกองค์กรแล้วสำคัญกว่านั้นคืออะไรที่เป็นแรงผลักจากภายในองค์กรแล้วหาทางเยียวยาซะดีกว่าจะมาร้องแรกแหกกระเชอว่าพนักงานไม่มี loyalty หรือความภักดีองค์กร

"ผมจึงตั้งคำถามว่าความภักดีองค์กรยังมีอยู่จริงหรือและผมก็ขอตอบว่ามีและไม่มีอยู่ที่คุณให้คำจำกัดความของคำว่าภักดีอย่างไร
ถ้าภักดีแปลว่าทำงานด้วยความตั้งใจทุ่มเทไม่คิดจะจากไปไหนอีกเลยจากนี้ไปตลอดชีวิตเข้าตำรา
เนื้อคู่กระดูกคู่ถ้าเป็นในแนวนี้ผมฟันธงความภักดีไม่มีอยู่จริงในโลกปัจจุบัน "

"แต่ถ้าภักดีแปลว่าอยู่ด้วยกันอย่างสุขบ้างทุกข์บ้างตามอัตภาพวอกแวกบ้างเป็นบางครั้งเห็นตรงกันบ้าง
ไม่ตรงกันบ้างแต่ทุกครั้งที่มีปัญหาก็หันหน้ามาคุยกันและช่วยกันประคับประคอง
ให้อยู่ด้วยกันได้ต่อไปถ้าแบบนี้ผมก็กล้าพูดได้วาความภักดีแบบนี้มีอยู่จริง "

แต่ทั้งนั้นคงขึ้นอยู่กับจิตสำนึกของพนักงานในองค์กรด้วยว่าที่เขาและเธอมีอยู่และเป็นอยู่อย่างมีความสุขทุกวันนี้มีโอกาสก้าวหน้าในอาชีพทุกวันนี้หรือมีตำแหน่งหน้าที่การงานดีทุกวันนี้เป็นเพราะเหตุใด
เพราะใคร?
เพราะตัวเขาหรือตัวเธอหรือว่าเป็นเพราะองค์กรให้โอกาส หัวหน้างานให้โอกาสแต่ถ้าไม่ใช่อย่างที่กล่าวมาก็
ไม่รู้จะภักดีต่อองค์กรไปเพื่ออะไร แม้องค์กรจะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม?
บางครั้งคำว่า.........ค่าของคนอยู่ที่......คนของใคร ก้อ ใช้ได้นะ......แล้วจะจงรักภักดีไปหา........แสง อะไร

ที่มา Forward Mail

ที่ผมผ่านมาจากกาำรทำงานแค่ 3 ปีซึ่งอาจบอกอะไรไม่ได้ ที่ผม highlight ไว้คือสิ่งที่บริษัทที่ผมเจอมาเชื่อและคาดหวังครับ....พ่อ แม่ ครอบครัว จะไปสำคัญกว่าบริษัท ผู้บริหาร CEO ได้ไง...เชี้ย

สำหรับผู้ใช้ Firefox กรุณาลงตัวตัดคำไม่ก็รันด้วย Firefox ตัดคำ :P
Credit : ประชาชาติธุรกิจ​ ​วันที่​ 16 ​มีนาคม​ ​พ​.​ศ​. 2549 ​ปีที่​ 29 ​ฉบับ​ที่​ 3775 ขอบคุณคุณ Kerberos สำหรับที่มาครับ
edit @ 2006/06/23 01:12:50

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

ถูกใจมากๆ
เพราะกำลังเจอปัญหานี้พอดี
คำว่า"ภักดี"ต่อองค์กร หาไปเถอะสมัยนี้
นี่มันยุคอะไร ทุนนิยม โพสต์โมเดิร์น ต้องเข้าใจกันหน่อย
แฟร์ๆกันได้แล้ว เพราะองค์กรคิดถึงจิตใจคนทำงานบ้างรึเปล่า ถ้าเป็นไปได้ ใครมันอยากจะย้ายงานบ่อยๆ
คิดว่าตัวเองเป็นประเภทเกรย์คอลลาร์(greycollar)----ไม่มีคำนี้บัญญัติขึ้นมาเอง คือทำงานในสำนักงาน ด้านโปรดักชั่น มีความคิดสร้างสรรค์แต่ทำอะไรไม่ได้ อยากออกจากงานแต่งานใช่หาง่าย สรุปต้องทนทู่ซี้ต่อไป
ขอโทษที่เข้ามาบ่นในเมนท์ค่ะ
แต่ชอบที่คุณไฮไลท์แล้วบอกว่า
...พ่อ แม่ ครอบครัว จะไปสำคัญกว่าบริษัท ผู้บริหาร CEOได้ไง...แต่บอสที่บริษัทเห็นหมาป่วยสำคัญกว่าการประชุมประจำสัปดาห์....จะบอกว่าไงดี

#1 By hydie on 2006-05-31 12:03

เพิ่งทำงานมาได้ 7 เดือนนิดๆเองอ่ะ
ก็เลยยังไม่รู้ว่าตัวเองจะเปลี่ยนงานไหม
แต่เท่าที่มองๆ ณ ตอนนี้คือ
2-3 ปีนี้คงไม่เปลี่ยนงานแน่นอน

ก็เล่นขึ้นเงินเดือนให้หลังจากผ่านโปรตั้ง 5000
แถมสิ้นปีนี้ยังมีโครงการจะขึ้นให้อีก

brand เอ้ย organization royalty สิคับ งานนี้
ก็เล่นขึ้นเงินเดือนให้หลังจากผ่านโปรตั้ง 5000
แถมสิ้นปีนี้ยังมีโครงการจะขึ้นให้อีก

brand เอ้ย organization royalty สิคับ งานนี้



ฮึ่ย นี่มัน money royalty แล้วป่าวคับ

#3 By keng (203.151.10.61) on 2006-05-31 13:32

^
^


555+ .. แหม๋ นิดๆหน่อยๆน่า
ต้องหาตังค์จ่ายเงินค่านมลูกอ่ะนะ

กร๊ากกกกก
อ่านแล้วก็โดนใจดีค่ะ...

รุ่นพี่บางคนก็เปลี่ยนงานบ๋อย บ่อย.. แต่ก็ยังไม่เจองานที่ถูกใจซะทีนึง

สุดท้ายมาทำกิจการเองซะเลย ...จะได้สมใจซะที...

เพราะเค้ารู้สึกว่าบริษัทที่เค้าไปทำงาน มันไม่ "ใช่เลย" เท่าไหร่... ถึงแม้จะโดนคนอื่นเค้ามองว่าไม่ภักดีก็เหอะ... เค้าก็ยอมลาออกมาอยู่ดี

#5 By ...Cheon... on 2006-05-31 16:19

ผมมันโกลด์คอลลาร์ 100% เลยอะ ไม่มีข้อไหนไม่ใช่เลย

ตอนนี้ขาดแรงดึงจากภายนอกอะ

#6 By T!D on 2006-05-31 18:37

[T]iD
เพราะแรงดึงภายในที่นั่งแถวๆล่ามรึเปล่า อิๆๆ

ป.ล. อยากได้อะไรท้าทายขอพี่วาลไปทำ NXG ครับ

#7 By plynoi แว่วศรี on 2006-05-31 19:38

ผมอ่าน entry นี้ของคุณ plynoi แล้วได้เป็นไอเดียเขียนเรื่อง loyalty ที่เว็บของผม [ http://www.seasandsong.com/node/55 ] ... อยากให้คุณ plynoi ได้ลองไปอ่าน แล้วช่วย comment ด้วยนะครับ

#8 By panuta (124.120.204.162) on 2006-05-31 21:51

gold collar ที่ทำงานผมมีหลายคนเหมือนกันครับ

ประเภทองค์กรส่งไปเทรนกับบริษัท เทรนจบยังไม่ทันได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน ลาออกไปอยู่กะบริษัท เอาของมาขายองค์กรเก่าอีก

เหมือนเสียเงินเทรนบุคคลากรให้ชาวบ้าน

#9 By kong (124.120.206.133) on 2006-05-31 23:39

kong : ไอ้อย่างนี้มันก็เกินไปน่ะ

#10 By plynoi แว่วศรี on 2006-05-31 23:56

อ่า พูดไม่ออก บอกไม่ถูก

#11 By i - f i r m on 2006-06-20 16:04

ผมก็เป็นมนุย์เงินเดือน..ที่อยากหนีออกไปให้พ้น ๆ จากที่นี่

#12 By i - f i r m on 2006-06-20 16:05

แวะมาให้ credit
ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 16 มีนาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3775

*เมื่อไรพวก forward mail มันจะรู้จัักใส่ credit เป็นนะ

#13 By Kerberos (58.10.96.106) on 2006-06-21 00:02